15 นักปั่นไทย ผู้พิชิตสมรภูมิ PARIS-BREST-PARIS กับประสบการณ์ที่นักปั่นจักรยานทางไกลควรรู้

15 นักปั่นไทย ผู้พิชิตสมรภูมิ PARIS-BREST-PARIS กับประสบการณ์ที่นักปั่นจักรยานทางไกลควรรู้

PBP PARIS-BREST-PARIS หนึ่งในการแข่งขันการปั่นจักรยานทางไกล ระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร ในฝรั่งเศส จากปารีสไปที่เมืองแบร็สต์แล้ววกกลับมาสิ้นสุดที่ปารีส ผ่านสภาพอากาศที่หนาวเย็นและภูมิประเทศที่ลาดชัน โปรแกรมหฤโหดที่นักปั่นจักรยานทั่วโลกใฝ่ฝันอยากเข้าร่วมเพื่อบันทึกประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเป็นนักปั่น ไม่ต้องเอาชนะใคร แค่เอาชนะใจตัวเอง และสำหรับ PARIS-BREST-PARIS 2015 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีหนึ่งกลุ่มในกลุ่มนักปั่นคนไทยได้สร้างประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทยได้สำเร็จ และช่วยบุกเบิกเส้นทาง PARIS-BREST-PARIS ให้นักปั่นไทยได้ไปถึง โดยกลุ่มนี้มีสมาชิกทั้งหมด 43 คน แต่สามารถพิชิตเส้นชัยได้ 15 คน แม้จะถือว่ายังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่พวกเขาก็ภูมิใจและประทับใจที่ทำได้สำเร็จ

15 นักปั่นไทย ในรายการ PARIS-BREST-PARIS 2015
15 นักปั่น ผู้พิชิตสมรภูมิ PARIS-BREST-PARIS ได้สำเร็จ

นักปั่นกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากการรวมกันของผู้มีใจรักการปั่นจักรยานทางไกล โดยการนำทีมของลุงบ็อบ (Bob Usher) หรือชื่อไทยว่านายเกตุ วรกำธร นักปั่นจักรยานอาวุโสวัย 85 ปี และคุณวิภาดา กิรานุชิตพงศ์ (จือ) ผู้ประสานงานและดูแลทีมนักปั่นระยะไกล และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนโดย สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ในนามเครื่องดื่มเกลือแร่ ซันโว ทำให้การแข่งขันของนักปั่นกลุ่มนี้เป็นไปได้ด้วยดี นักปั่นจักรยาน 1200 กม. ทั้ง 15 คน ที่สามารถพิชิตเส้นชัยได้ในเวลาที่กำหนด คือ

นับเป็นการปั่นจักรยานทางไกลที่ต้องใช้ความทรหดอดทนอย่างมาก และในวันนี้นักปั่นเหล่านี้ได้ให้เกียรติมาเล่าประสบการณ์การไปร่วมแข่งขันในรายการ PBP PARIS-BREST-PARIS 2015 ให้นักปั่นจักรยานทางไกลที่สนใจทั้งหลายได้ฟังกัน

กติกาการปั่นแบบ PBP
เริ่มต้นตั้งแต่การลงทะเบียน แล้วนำจักรยานไปตรวจเช็ค โดยจะไม่มีการจำกัดชนิดของจักรยาน จะใช้แบบ 2 ล้อ 3 ล้อ เสือภูเขา เสือหมอบ Tandem Fixed Gear Touring หรือแบบพับก็ได้ แต่มีข้อกำหนดว่าจะต้องมีไฟท้ายติดให้เห็นชัดเจนด้วยเสมอ จากนั้นนักปั่นจะได้รับข้อเท้าซึ่งจะมีชิปฝังอยู่ใช้ส่งสัญญาณ GPS บอกตำแหน่งของนักปั่นแต่ละคน พร้อมกับ Card ที่จะนำไปประทับตราตามจุด check point ต่าง ๆ การแข่งขันนี้จะมีระยะเวลาให้เลือกปั่น 3 ระดับ คือ 80 ชั่วโมง (มีคนไทย 2 คนที่ลงระยะนี้) 84 ชั่วโมง และ 90 ชั่วโมง (41 คนไทยที่เหลือจะลงระยะนี้กัน) เมื่อถึงวันแข่งขัน นักปั่นจะต้องไปถึงจุดสตาร์ตก่อนเวลาครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อตรวจเช็คความเรียบร้อย จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการปล่อยตัว ระบบ Audax จะปล่อยตัวไม่พร้อมกัน โดยจะแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ละประมาณ 500 คน ตามหมายเลขเฟรม ปล่อยห่างกัน 15 นาที นักปั่นสามารถเลือกได้ว่าจะออกสตาร์ตเวลาใดตอนลงทะเบียน และจะเริ่มปล่อยตัวกลุ่มแรกตั้งแต่เวลาประมาณสี่โมงเย็น เมื่อออกตัวไปแล้วนักปั่นจะบริหารเวลาอย่างไรก็ได้ให้จบภายในระยะเวลาที่ลงทะเบียนเอาไว้

This slideshow requires JavaScript.

ความโหดระดับ 1,200 กิโลเมตร
ด้วยลักษณะภูมิประเทศของฝรั่งเศสซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบลาดชัน และมีสภาพอากาศที่หนาวเย็น แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่อุณหภูมิช่วงกลางคืนจะลดต่ำเหลือไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส ทำให้เป็นอุปสรรคอันใหญ่ยิ่งของการแข่งขันครั้งนี้ โดยเฉพาะคนไทยที่ไม่เคยปั่นท่ามกลางอากาศหนาวแบบนี้มาก่อน ซึ่งแต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่ทำให้เกือบถอดใจออกจากการแข่งขัน เช่น คุณวิเชียร งามแสง 1 ใน 2 คนที่ลงแข่งขันในระยะเวลา 80 ชั่วโมง และจบที่เวลา 68.49 Hrs. เล่าว่า “สภาพร่างกายของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน สำหรับผมคิดว่าช่วง stage สุดท้ายก่อนจะเข้า Brest ระยะทางที่ 400-500 กม. ช่วงนั้นผมจะปั่นช่วงกลางคืนเพราะมีเพื่อนต่างชาติไปด้วย ถ้าไปคนเดียวจะลำบากหน่อยเพราะเราไม่ชินกับสภาพอากาศ ตอนนั้นประมาณ 6 องศาเซลเซียส ปั่นจากจุด check point ที่ 5 ขึ้นไป นานมากตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนถึงตีสอง…การปั่นทางไกลพี่จือให้ข้อคิดเล็กน้อยว่า เราต้องบริหารเวลาให้ดี ถึงแม้จะมีเวลาเยอะ แต่ในการปั่นเราก็ประมาทไม่ได้ ผมก็ฝึกตัวเองว่าเราจะพักตามจุดที่เราง่วงที่สุด ของผมจะพักจุดที่ 4, 6 ร่างกายใช้ไปหนักมาก ไม่เฉพาะแค่ง่วงนอน แต่เรารับกับสภาพอากาศไม่ไหว 6 องศา เราไม่เคยเจอมาก่อนมันก็จะลำบากหน่อย แต่ด้วยความที่ลุงบ็อบกับพี่จืออยากให้ประเทศไทยได้มีส่วนร่วม ก็ได้ผ่านประสบการณ์และสร้างประวัติศาสตร์ตรงนั้น จึงตั้งปณิธานว่าเราต้องผ่านให้ได้”

ต้องผ่านศึกใหญ่ เพื่อพิชิตชัยที่ใหญ่กว่า
คุณพิมพ์เกียรติ มิ่งวงศ์ หนึ่งในคนไทยที่เข้าแข่งขันรายการนี้ในรุ่น 90 ชั่วโมง แม้จะไม่เข้าเส้นชัยในเวลาที่กำหนดเพราะต้องประสบอุบัติเหตุจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน เล่าให้ฟังถึงการเตรียมตัวที่ไม่เหมือนใครว่า “…ขอขอบคุณสิงห์ที่จัดรายการ นักปั่นน่องเหล็กสิงห์ ซันโว เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ผ่านสนามนี้…ผมจะฝึกไม่เหมือนคนอื่นเนื่องจากมาใหม่และทำความเร็วไม่ค่อยได้ ฉะนั้นผมคนเดียวในทีมที่ฝึกอดนอน ขีดความสามารถของผม 600 กม. ผมสามารถอดนอนได้ 40 ชม. และผมไปฝรั่งเศสผมบอกตัวเองว่าผมจะไม่นอนครึ่งนึงของเวลาคือ 45 ชม. ผมผ่าน 1,200 ซันโว ผมมั่นใจมากว่าไม่มีอะไรหยุดเราได้ นอกจากความตาย ตรงนี้ทุกคนที่ฟังลุงพิมพ์เล่าต่างปรบมืออย่างเกรียวกราวเพราะถูกใจกับความระห่ำของแก

คุณพิมพ์เกียรติ มิ่งวงศ์
คุณพิมพ์เกียรติ มิ่งวงศ์ หนึ่งในคนไทยที่เข้าแข่งขันรายการนี้แต่ไม่เข้าเส้นชัย

เกือบถอดใจ แต่ยังกัดฟันสู้
นาวาอากาศเอก ณรงค์ วัฒนะเสน นักปั่นคนไทยที่อาวุโสที่สุดในกลุ่ม วัย 61 ปี ทำเวลาได้ที่ 88.05 Hrs. ต้องการพิสูจน์ให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข ก็เป็นคนหนึ่งที่เกือบถอดใจ เล่าให้ฟังว่า “ช่วง 144 กม. แรก ตรงที่จอดพักทานอาหาร ผมเริ่มปวดเข่าซ้าย แต่ก็แข็งใจปั่นจนจบ และวิกฤตคือวันสุดท้ายที่เหลืออีก 2 check point ที่จะถึง Paris ยางเกิดรั่ว ประมาณตอนตีสี่ ก็คิดว่าน่าจะจบแล้ว…ตั้งหลักตั้งสติโดยนับ 1 2 3 ว่าจะทำอะไรก่อน ก็เปลี่ยนยางจนสำเร็จ ก็รีบปั่นต่อ กัดฟันปั่นจนจบ ก็พิสูจน์ให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข”

ความพอดี คือดีที่สุด
เนื่องจากเป็นการไปแข่งขันครั้งแรกเรื่องการกินอยู่ก็อาจเป็นอุปสรรคบ้าง เพราะยังไม่ได้เตรียมทีมเซอร์วิสไปเหมือนทีมชาติอื่น ๆ แต่ละคนจึงต้องเตรียมสัมภาระติดตัวไปเอง บางคนเตรียมเสื้อไปใส่ 4-5 ชั้นเพื่อกันความหนาว ทั้ง base layer เสื้อจักรยาน เสื้อกันลม เสื้อกันฝน เสื้อกั๊กสะท้อนแสง และฟอยล์กันหนาวที่เอาไว้เป็นผ้าห่ม ของกินที่บางคนเตรียมไปทั้ง พาวเวอร์บาร์ พาวเวอร์เจล น้ำดื่มที่พกไปถึง 2 กระติก ซึ่งในสภาพอากาศที่ฝรั่งเศสไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากขนาดนั้นเลย เพราะอากาศไม่ร้อนเหมือนเมืองไทย ไม่แปลกใจเลยที่บางคนต้องแบกเป้ติดหลังและกระเป๋าพาดเฟรมหนัก ๆ จนต้องทิ้งไว้กลางทาง

This slideshow requires JavaScript.

คุณศิริชัย อติวัฒนานนท์ เล่าให้ฟังถึงการกินอยู่ในการแข่งขันครั้งนี้ว่า “เรื่องอาหาร คือเรากินอาหารเค้าไม่ค่อยได้ พอกินไม่ได้เราก็ไม่มีพลังงานช่วง 2-3 stage แรก รู้สึกล้าเพราะเรากินน้อย พอไป stage 4 ได้เห็นพาสต้า ไก่อบ เราก็กินได้ก็สั่งพิเศษเลย ทำให้เรามีพลังมากขึ้นหลังจากนั้นก็ไปได้เรื่อย ๆ อาหารเค้าจะไม่หลากหลายและราคาแพง กินข้างนอกถูกกว่า”

สิ่งประทับใจได้จากข้างทาง
“การไปคราวนี้ เป็นการปั่นไกลติดต่อกันนานที่สุดครั้งแรก ฝรั่งเศสทางน่าปั่น รถน้อย วิวสวย อากาศดี ผู้คนเป็นมิตร” คุณณัฐภพ กิจวัฒนกุล เจ้าของเวลา 83.46 Hrs. กล่าว

This slideshow requires JavaScript.

สุดท้ายคุณจือ (วิภาดา ภิรานุชิตพงศ์) ผู้ประสานงานและดูแลทีมนักปั่นจักรยานทางไกล บอกถึงสิ่งที่อยากปรับปรุง 2 เรื่อง คือ
1. วิทยาศาสตร์การกีฬา จะต้องไปเสนอผลงานกับวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อเป็นการพัฒนาประเทศด้วย เพราะการปั่นจักรยานทางไกลมากกว่า 24 ชม. เป็นเวลา 4 วัน ประเทศไทยยังไม่มีองกรค์ ใดทำการวิเคราะห์วิจัยในเรื่องนี้
2. การช่วยเหลือนักปั่นในเรื่องการมีรถเซอร์วิส หากมีทีมเซอร์วิสที่ดีให้นักปั่นเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้อย่างแน่นอน

ลุงบ็อบกับพี่จือ
ลุงบ็อบ (Bob Usher) หรือชื่อไทยว่านายเกตุ วรกำธร และคุณวิภาดา กิรานุชิตพงศ์ (จือ)

ท้ายสุดนี้ คุณจือบอกเล่าถึงอนาคตของรายการการปั่นจักรยานทางไกลในบ้านเราว่า “เป็นมิติที่ดีที่ทาง Brest ยินยอมให้คุณบ็อบจัดรายการ 1,000 BRM สูงสุด เราจะจัดรายการ 1,000 BRM เร็ว ๆ นี้ ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน เพื่อจะส่งคนไทยไป LEL (London-Edinburgh-London) เพราะเราบอกไปแล้วว่าจะไปแล้ว 5 ท่าน และจะเพิ่มเป็น 10 ท่าน โดยคุณบ็อบจะเป็นคนนำไป  PBP มีคนปั่น 7,000 คน LEL มีคนปั่นประมาณ 1,500 คน เราต้องวางแผนคัดตัวคนที่แข็งแกร่ง และมีความมุ่งมั่น”

ทีมนักปั่นไทยที่ประสบความสำเร็จในรายการ PBP Paris-Brest-Paris 2015
ทีมนักปั่นไทยที่ประสบความสำเร็จในรายการ PBP Paris-Brest-Paris 2015

ถึงตรงนี้ ต้องขอขอบคุณทีมนักปั่นจักรยานทางไกลคนไทยกลุ่มนี้ทั้ง 43 คน และกลุ่มอื่น ๆ ที่ไปเข้าร่วมแข่งขันในรายการ PBP Paris-Brest-Paris ที่สามารถสร้างชื่อเสียงและนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ แม้จะเป็นก้าวแรก แต่พวกเราเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปที่มั่นคงเช่นนี้ เพราะประสบการณ์ของท่านทั้งหลายเหล่านี้จะนำพาให้เกิดแรงบันดาลใจกับนักปั่นจักรยานหน้าใหม่ และอนาคตวงการการปั่นจักรยานในบ้านเราจะต้องสดใสอย่างแน่นอน


บรรยากาศ PBP Paris-Brest-Paris 2015 Team Thailand โดย Yutthana Subkhet

ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก
facebook.com/yutthana.subkhet
,